ประเพณี Trick or Treat ในเทศกาลฮาโลวีน
ประเพณี Trick or Treat
เริ่มขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยชาวยุโรป ที่ถือว่า วันที่ 2 พ.ย. เป็นวันจิตวิญญาณ 'All Souls' พวกเขาจะเดินร้องขอ 'ขนมเค้กสำหรับวิญญาณ' (Soul cake)ซึ่งทำมาจากขนมปังทรงสี่เหลี่ยมและใส่ลูกเกด จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง โดยพวกเขาเชื่อ
กันว่า ยิ่งให้ขนมเค้กมากเท่าไร วิญญาณของญาติผู้บริจาคก็ได้รับผลบุญมากเท่านั้น และทำให้มีโอกาสได้รับการปลดปล่อยให้ไปสู่สวรรค์ได้เร็วขึ้นอีกด้วย
ประเพณี Trick or Treat จะเป็นการที่เด็กๆ แต่งหน้า แต่งตัวเป็นผีในตอนกลางคืน และเดินไปเคาะประตูตามบ้านต่างๆ เพื่อร้องขอขนมเค้กสำหรับวิญญาณ (Soul cake)พร้อมกับส่งเสียงทักทายว่า "Trick or Treat" หากเจ้าของบ้านตอบว่าTrick จะถูกเด็กๆ แกล้ง แต่ถ้าตอบว่า Treat เจ้าของบ้านหลังนั้นก็ต้องนำขนมเค้กลูกกวาด ผลไม้ หรือ เศษสตางค์ มาให้พวกเด็ก ๆ จนกว่าพวกเขาจะพอใจ ซึ่งเด็กที่แต่งตัวเป็นภูติผีวิญญาณนี้ เปรียบเหมือนสื่อกลางในการสื่อสารระหว่างคนเป็นและคนตาย โดยเจ้าของบ้านที่ให้ขนม
แก่เด็กๆ สามารถฝากคำอธิษฐานไปถึงคนตายได้ด้วย ดังนั้น ยิ่งเด็กๆ ขอขนมได้มากเท่าใด วิญญาณที่ยังวนเวียนอยู่ในนรกก็จะยิ่งได้รับส่วนบุญ และมีโอกาสได้ขึ้นสวรรค์มากยิ่งขึ้นอีกด้วย
ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของเด็ก ๆ ที่ออกไปทำกิจกรรม Trick or Treat
เด็ก ๆ ควรจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีอ่อน หรือเสื้อผ้าที่มีสีสะท้อนแสง เพื่อให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะมองเห็นได้ง่ายและเป็นการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์อีกทางหนึ่ง ผู้ปกครองบางคนเกรงว่าการใส่หน้ากาก จะทำให้เด็ก ๆ มองเห็นได้ไม่ชัดเจน จึงนิยมใช้เครื่องสำอางแต่งหน้าให้เด็ก ๆและมักจะเตือนให้เด็ก ๆ รับประทานเฉพาะขนมหรือลูกกวาดที่บรรจุอยู่ในหีบห่ออย่างดีเท่านั้นนอกจากนี้ ชุมชนบางแห่งอาจจะมีการประกาศเวลาการทำกิจกรรม Trick or Treat อย่างเป็นทางการอีกด้วย เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวรับกับการมาเยือนของเด็ก ๆ และเป็นการเตือนให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะได้ระมัดระวังการใช้รถใช้ถนนในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นพิเศษอีกด้วย
เริ่มขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยชาวยุโรป ที่ถือว่า วันที่ 2 พ.ย. เป็นวันจิตวิญญาณ 'All Souls' พวกเขาจะเดินร้องขอ 'ขนมเค้กสำหรับวิญญาณ' (Soul cake)ซึ่งทำมาจากขนมปังทรงสี่เหลี่ยมและใส่ลูกเกด จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง โดยพวกเขาเชื่อ
กันว่า ยิ่งให้ขนมเค้กมากเท่าไร วิญญาณของญาติผู้บริจาคก็ได้รับผลบุญมากเท่านั้น และทำให้มีโอกาสได้รับการปลดปล่อยให้ไปสู่สวรรค์ได้เร็วขึ้นอีกด้วย
ประเพณี Trick or Treat จะเป็นการที่เด็กๆ แต่งหน้า แต่งตัวเป็นผีในตอนกลางคืน และเดินไปเคาะประตูตามบ้านต่างๆ เพื่อร้องขอขนมเค้กสำหรับวิญญาณ (Soul cake)พร้อมกับส่งเสียงทักทายว่า "Trick or Treat" หากเจ้าของบ้านตอบว่าTrick จะถูกเด็กๆ แกล้ง แต่ถ้าตอบว่า Treat เจ้าของบ้านหลังนั้นก็ต้องนำขนมเค้กลูกกวาด ผลไม้ หรือ เศษสตางค์ มาให้พวกเด็ก ๆ จนกว่าพวกเขาจะพอใจ ซึ่งเด็กที่แต่งตัวเป็นภูติผีวิญญาณนี้ เปรียบเหมือนสื่อกลางในการสื่อสารระหว่างคนเป็นและคนตาย โดยเจ้าของบ้านที่ให้ขนม
แก่เด็กๆ สามารถฝากคำอธิษฐานไปถึงคนตายได้ด้วย ดังนั้น ยิ่งเด็กๆ ขอขนมได้มากเท่าใด วิญญาณที่ยังวนเวียนอยู่ในนรกก็จะยิ่งได้รับส่วนบุญ และมีโอกาสได้ขึ้นสวรรค์มากยิ่งขึ้นอีกด้วย
ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของเด็ก ๆ ที่ออกไปทำกิจกรรม Trick or Treat
เด็ก ๆ ควรจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีอ่อน หรือเสื้อผ้าที่มีสีสะท้อนแสง เพื่อให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะมองเห็นได้ง่ายและเป็นการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์อีกทางหนึ่ง ผู้ปกครองบางคนเกรงว่าการใส่หน้ากาก จะทำให้เด็ก ๆ มองเห็นได้ไม่ชัดเจน จึงนิยมใช้เครื่องสำอางแต่งหน้าให้เด็ก ๆและมักจะเตือนให้เด็ก ๆ รับประทานเฉพาะขนมหรือลูกกวาดที่บรรจุอยู่ในหีบห่ออย่างดีเท่านั้นนอกจากนี้ ชุมชนบางแห่งอาจจะมีการประกาศเวลาการทำกิจกรรม Trick or Treat อย่างเป็นทางการอีกด้วย เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวรับกับการมาเยือนของเด็ก ๆ และเป็นการเตือนให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะได้ระมัดระวังการใช้รถใช้ถนนในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นพิเศษอีกด้วย
7:46 AM
|
Labels:
Halloween 2008,
เทศกาล
|
This entry was posted on 7:46 AM
and is filed under
Halloween 2008
,
เทศกาล
.
You can follow any responses to this entry through
the RSS 2.0 feed.
You can leave a response,
or trackback from your own site.
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
0 comments:
Post a Comment