ประเพณีการทำ Jack-O-Lanterns ในเทศกาลฮาโลวีน
Jack-O-Lanterns เป็นชื่อของชายผู้หนึ่ง ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของการดื่มเหล้าเมายาและมีกลลวงมากมาย วันหนึ่งเขาหลอกล่อซาตานขึ้นไปบนต้นไม้ หลังจากนั้น เขาก็จัดการแกะสลักรูปไม้กางเขนลงไปบนลำต้นของต้นไม้นั้น ซึ่งทำให้ซาตานลงจากต้นไม้ไม่ได้ แล้วเขาก็ได้ทำการต่อรองกับซาตานโดยซาตาน 'ห้ามนำสิ่งไม่ดีมาหลอกล่อเขาอีก'และถ้าซาตานสัญญาว่าจะไม่จับตัวเขาไป เขาให้สัญญาว่าจะปล่อยซาตานลงจากต้นไม้นั้น
หลังจาก Jack-O-Lanterns ได้ตายไปแล้ว เขาปฏิเสธที่จะขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ เพราะ เขามีความคิดไปในทางของความชั่วร้าย แต่เขาก็ยังปฏิเสธที่จะไปอยู่ในนรก เพราะเขาได้ทำข้อตกลงกับซาตานไว้ เขาจึงต้องเดินเตร็ดเตร่อยู่บนโลก เพื่อรอวันพิพากษา (Judgement
Day)ดังนั้น ซาตานจึงได้ให้ถ่านไฟที่กำลังคุแก่เขาหนึ่งก้อน เพื่อที่จะให้เขาไว้ใช้ปัดเป่าความหนาวเย็นท่ามกลางความมืดมิด และเขาได้นำถ่านไฟนี้ใส่ไว้ในหัวผักกาดเทอร์นิพที่ถูกทำให้กลวงเพื่อให้ไฟโชติช่วงได้นานขึ้น
ชาวอังกฤษและชาวไอริชในสมัยโบราณได้ใช้หัวผักกาด (beets),มันฝรั่งและหัวเทอร์นิพ (turnips)กลวงนี้ตามแบบอย่างดั้งเดิมของ Jack-O-Lanternsแต่เมื่อมี การโยกย้ายไปสู่อเมริกา พวกเขาพบว่า ฟักทองนั้นสามารถหาได้ง่ายกว่าหัวผักกาด ดังนั้นรูปแบบการทำ Jack-O-Lanterns ในอเมริกาจึงอยู่ในรูปแบบของฟักทองกลวงและใส่ถ่านไฟไว้ข้างใน
การทำ Jack-O-Lanterns จะเป็นการคว้านเมล็ดในของผลฟักทองออกให้หมด แล้วเจาะด้านหนึ่งของผลฟักทองให้เป็นรูปหน้าคนโดยมี ตา จมูก และปาก จากนั้นใส่เทียนไขหรือโคมไฟประเภทอื่น ๆ ไว้ภายใน เพื่อใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่งบ้าน
ประเพณีการทำนายโชคชะตา (Fortune Telling)การทำนายโชคชะตา เริ่มต้นขึ้นในยุโรปเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว และกลายเป็นส่วน
หนึ่งที่สำคัญในเทศกาลฮาโลวีน การทำนายนี้ทำได้โดยการ นำแหวน , เงินเหรียญ หรือ ปลอกนิ้ว(สำหรับสตรีใส่เย็บผ้า) ไปซ่อนไว้ในขนมเค้กและอาหาร หากใครพบเหรียญจะเป็นผู้มีฐานะร่ำรวยในอนาคต และผู้ใดที่พบแหวนก็จะได้แต่งงาน แต่ปัจจุบันนี้ นิยมทำนายโชคชะตาด้วยการอ่านจากไพ่หรือด้วยการอ่านจากลายมือมากกว่า
ประเพณีอธิษฐานมองเห็นคู่ และประเพณีคาบเหรียญ (ที่ประเทศอังกฤษ)ที่ประเทศอังกฤษนี้จะถือว่าวันฮาโลวีนนี้เป็นวันดี เหมาะสำหรับการจัดงานแต่งงานการทำนายโชคชะตา หรือแม้แต่เรื่องความตายยังถือว่า วันนี้เป็นเพียงวันเดียวที่ภูติผีวิญญาณจะช่วยดลบันดาล ให้สิ่งที่คนเป็นต้องการสามารถเป็นไปได้ตามใจปรารถนาโดยประมาณเที่ยงคืนของวันฮาโลวีนสาว ๆ ชาวอังกฤษจะออกมาหว่าน และไถกลบเมล็ดป่าน พร้อมตั้งจิตอธิษฐานและท่องคาถา ร้องขอให้มองเห็นภาพของว่าที่คู่ชีวิตของตนในอนาคตเมื่อสาวเจ้าเหลียวมองผ่านบ่าด้านซ้าย ก็จะได้เห็นภาพนิมิตของผู้ที่จะมาเป็นสามีของตนในอนาคตได้อีกประเพณีหนึ่งของชาวอังกฤษก็คือ คือ การหย่อนเหรียญ 6 เพนนี ลงไปในอ่างน้ำพร้อมแอปเปิ้ล ผู้ใดสามารถแยกแยะของสองสิ่งนี้ออกจากกันได้ โดยใช้ปากคาบเหรียญ และใช้ส้อมจิ้มแอปเปิ้ลให้ติดได้ในครั้งเดียว ผู้นั้นจะมีโชคดีตลอดปีใหม่ที่กำลังจะมาเยือน
เป็นยังไงกันบ้างคะ กับประเพณีในเทศกาลฮาโลวีนที่เด็ก ๆ เค้าสนุกสนานกันและทำสืบต่อกันมาเรื่อย ๆ จนเป็นเทศกาลฮาโลวีนที่คนไทยรู้จักกันดี ... แล้วปีนี้ คุณคิดหรือยังล่ะ ว่าจะไปเคาะประตูบ้านหลังไหนดี...
หลังจาก Jack-O-Lanterns ได้ตายไปแล้ว เขาปฏิเสธที่จะขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ เพราะ เขามีความคิดไปในทางของความชั่วร้าย แต่เขาก็ยังปฏิเสธที่จะไปอยู่ในนรก เพราะเขาได้ทำข้อตกลงกับซาตานไว้ เขาจึงต้องเดินเตร็ดเตร่อยู่บนโลก เพื่อรอวันพิพากษา (Judgement
Day)ดังนั้น ซาตานจึงได้ให้ถ่านไฟที่กำลังคุแก่เขาหนึ่งก้อน เพื่อที่จะให้เขาไว้ใช้ปัดเป่าความหนาวเย็นท่ามกลางความมืดมิด และเขาได้นำถ่านไฟนี้ใส่ไว้ในหัวผักกาดเทอร์นิพที่ถูกทำให้กลวงเพื่อให้ไฟโชติช่วงได้นานขึ้น
ชาวอังกฤษและชาวไอริชในสมัยโบราณได้ใช้หัวผักกาด (beets),มันฝรั่งและหัวเทอร์นิพ (turnips)กลวงนี้ตามแบบอย่างดั้งเดิมของ Jack-O-Lanternsแต่เมื่อมี การโยกย้ายไปสู่อเมริกา พวกเขาพบว่า ฟักทองนั้นสามารถหาได้ง่ายกว่าหัวผักกาด ดังนั้นรูปแบบการทำ Jack-O-Lanterns ในอเมริกาจึงอยู่ในรูปแบบของฟักทองกลวงและใส่ถ่านไฟไว้ข้างใน
การทำ Jack-O-Lanterns จะเป็นการคว้านเมล็ดในของผลฟักทองออกให้หมด แล้วเจาะด้านหนึ่งของผลฟักทองให้เป็นรูปหน้าคนโดยมี ตา จมูก และปาก จากนั้นใส่เทียนไขหรือโคมไฟประเภทอื่น ๆ ไว้ภายใน เพื่อใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่งบ้าน
ประเพณีการทำนายโชคชะตา (Fortune Telling)การทำนายโชคชะตา เริ่มต้นขึ้นในยุโรปเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว และกลายเป็นส่วน
หนึ่งที่สำคัญในเทศกาลฮาโลวีน การทำนายนี้ทำได้โดยการ นำแหวน , เงินเหรียญ หรือ ปลอกนิ้ว(สำหรับสตรีใส่เย็บผ้า) ไปซ่อนไว้ในขนมเค้กและอาหาร หากใครพบเหรียญจะเป็นผู้มีฐานะร่ำรวยในอนาคต และผู้ใดที่พบแหวนก็จะได้แต่งงาน แต่ปัจจุบันนี้ นิยมทำนายโชคชะตาด้วยการอ่านจากไพ่หรือด้วยการอ่านจากลายมือมากกว่า
ประเพณีอธิษฐานมองเห็นคู่ และประเพณีคาบเหรียญ (ที่ประเทศอังกฤษ)ที่ประเทศอังกฤษนี้จะถือว่าวันฮาโลวีนนี้เป็นวันดี เหมาะสำหรับการจัดงานแต่งงานการทำนายโชคชะตา หรือแม้แต่เรื่องความตายยังถือว่า วันนี้เป็นเพียงวันเดียวที่ภูติผีวิญญาณจะช่วยดลบันดาล ให้สิ่งที่คนเป็นต้องการสามารถเป็นไปได้ตามใจปรารถนาโดยประมาณเที่ยงคืนของวันฮาโลวีนสาว ๆ ชาวอังกฤษจะออกมาหว่าน และไถกลบเมล็ดป่าน พร้อมตั้งจิตอธิษฐานและท่องคาถา ร้องขอให้มองเห็นภาพของว่าที่คู่ชีวิตของตนในอนาคตเมื่อสาวเจ้าเหลียวมองผ่านบ่าด้านซ้าย ก็จะได้เห็นภาพนิมิตของผู้ที่จะมาเป็นสามีของตนในอนาคตได้อีกประเพณีหนึ่งของชาวอังกฤษก็คือ คือ การหย่อนเหรียญ 6 เพนนี ลงไปในอ่างน้ำพร้อมแอปเปิ้ล ผู้ใดสามารถแยกแยะของสองสิ่งนี้ออกจากกันได้ โดยใช้ปากคาบเหรียญ และใช้ส้อมจิ้มแอปเปิ้ลให้ติดได้ในครั้งเดียว ผู้นั้นจะมีโชคดีตลอดปีใหม่ที่กำลังจะมาเยือน
เป็นยังไงกันบ้างคะ กับประเพณีในเทศกาลฮาโลวีนที่เด็ก ๆ เค้าสนุกสนานกันและทำสืบต่อกันมาเรื่อย ๆ จนเป็นเทศกาลฮาโลวีนที่คนไทยรู้จักกันดี ... แล้วปีนี้ คุณคิดหรือยังล่ะ ว่าจะไปเคาะประตูบ้านหลังไหนดี...
7:52 AM | Labels: Halloween 2008, เทศกาล | 0 Comments
ประเพณี Trick or Treat ในเทศกาลฮาโลวีน
ประเพณี Trick or Treat
เริ่มขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยชาวยุโรป ที่ถือว่า วันที่ 2 พ.ย. เป็นวันจิตวิญญาณ 'All Souls' พวกเขาจะเดินร้องขอ 'ขนมเค้กสำหรับวิญญาณ' (Soul cake)ซึ่งทำมาจากขนมปังทรงสี่เหลี่ยมและใส่ลูกเกด จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง โดยพวกเขาเชื่อ
กันว่า ยิ่งให้ขนมเค้กมากเท่าไร วิญญาณของญาติผู้บริจาคก็ได้รับผลบุญมากเท่านั้น และทำให้มีโอกาสได้รับการปลดปล่อยให้ไปสู่สวรรค์ได้เร็วขึ้นอีกด้วย
ประเพณี Trick or Treat จะเป็นการที่เด็กๆ แต่งหน้า แต่งตัวเป็นผีในตอนกลางคืน และเดินไปเคาะประตูตามบ้านต่างๆ เพื่อร้องขอขนมเค้กสำหรับวิญญาณ (Soul cake)พร้อมกับส่งเสียงทักทายว่า "Trick or Treat" หากเจ้าของบ้านตอบว่าTrick จะถูกเด็กๆ แกล้ง แต่ถ้าตอบว่า Treat เจ้าของบ้านหลังนั้นก็ต้องนำขนมเค้กลูกกวาด ผลไม้ หรือ เศษสตางค์ มาให้พวกเด็ก ๆ จนกว่าพวกเขาจะพอใจ ซึ่งเด็กที่แต่งตัวเป็นภูติผีวิญญาณนี้ เปรียบเหมือนสื่อกลางในการสื่อสารระหว่างคนเป็นและคนตาย โดยเจ้าของบ้านที่ให้ขนม
แก่เด็กๆ สามารถฝากคำอธิษฐานไปถึงคนตายได้ด้วย ดังนั้น ยิ่งเด็กๆ ขอขนมได้มากเท่าใด วิญญาณที่ยังวนเวียนอยู่ในนรกก็จะยิ่งได้รับส่วนบุญ และมีโอกาสได้ขึ้นสวรรค์มากยิ่งขึ้นอีกด้วย
ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของเด็ก ๆ ที่ออกไปทำกิจกรรม Trick or Treat
เด็ก ๆ ควรจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีอ่อน หรือเสื้อผ้าที่มีสีสะท้อนแสง เพื่อให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะมองเห็นได้ง่ายและเป็นการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์อีกทางหนึ่ง ผู้ปกครองบางคนเกรงว่าการใส่หน้ากาก จะทำให้เด็ก ๆ มองเห็นได้ไม่ชัดเจน จึงนิยมใช้เครื่องสำอางแต่งหน้าให้เด็ก ๆและมักจะเตือนให้เด็ก ๆ รับประทานเฉพาะขนมหรือลูกกวาดที่บรรจุอยู่ในหีบห่ออย่างดีเท่านั้นนอกจากนี้ ชุมชนบางแห่งอาจจะมีการประกาศเวลาการทำกิจกรรม Trick or Treat อย่างเป็นทางการอีกด้วย เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวรับกับการมาเยือนของเด็ก ๆ และเป็นการเตือนให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะได้ระมัดระวังการใช้รถใช้ถนนในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นพิเศษอีกด้วย
เริ่มขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยชาวยุโรป ที่ถือว่า วันที่ 2 พ.ย. เป็นวันจิตวิญญาณ 'All Souls' พวกเขาจะเดินร้องขอ 'ขนมเค้กสำหรับวิญญาณ' (Soul cake)ซึ่งทำมาจากขนมปังทรงสี่เหลี่ยมและใส่ลูกเกด จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง โดยพวกเขาเชื่อ
กันว่า ยิ่งให้ขนมเค้กมากเท่าไร วิญญาณของญาติผู้บริจาคก็ได้รับผลบุญมากเท่านั้น และทำให้มีโอกาสได้รับการปลดปล่อยให้ไปสู่สวรรค์ได้เร็วขึ้นอีกด้วย
ประเพณี Trick or Treat จะเป็นการที่เด็กๆ แต่งหน้า แต่งตัวเป็นผีในตอนกลางคืน และเดินไปเคาะประตูตามบ้านต่างๆ เพื่อร้องขอขนมเค้กสำหรับวิญญาณ (Soul cake)พร้อมกับส่งเสียงทักทายว่า "Trick or Treat" หากเจ้าของบ้านตอบว่าTrick จะถูกเด็กๆ แกล้ง แต่ถ้าตอบว่า Treat เจ้าของบ้านหลังนั้นก็ต้องนำขนมเค้กลูกกวาด ผลไม้ หรือ เศษสตางค์ มาให้พวกเด็ก ๆ จนกว่าพวกเขาจะพอใจ ซึ่งเด็กที่แต่งตัวเป็นภูติผีวิญญาณนี้ เปรียบเหมือนสื่อกลางในการสื่อสารระหว่างคนเป็นและคนตาย โดยเจ้าของบ้านที่ให้ขนม
แก่เด็กๆ สามารถฝากคำอธิษฐานไปถึงคนตายได้ด้วย ดังนั้น ยิ่งเด็กๆ ขอขนมได้มากเท่าใด วิญญาณที่ยังวนเวียนอยู่ในนรกก็จะยิ่งได้รับส่วนบุญ และมีโอกาสได้ขึ้นสวรรค์มากยิ่งขึ้นอีกด้วย
ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของเด็ก ๆ ที่ออกไปทำกิจกรรม Trick or Treat
เด็ก ๆ ควรจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีอ่อน หรือเสื้อผ้าที่มีสีสะท้อนแสง เพื่อให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะมองเห็นได้ง่ายและเป็นการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์อีกทางหนึ่ง ผู้ปกครองบางคนเกรงว่าการใส่หน้ากาก จะทำให้เด็ก ๆ มองเห็นได้ไม่ชัดเจน จึงนิยมใช้เครื่องสำอางแต่งหน้าให้เด็ก ๆและมักจะเตือนให้เด็ก ๆ รับประทานเฉพาะขนมหรือลูกกวาดที่บรรจุอยู่ในหีบห่ออย่างดีเท่านั้นนอกจากนี้ ชุมชนบางแห่งอาจจะมีการประกาศเวลาการทำกิจกรรม Trick or Treat อย่างเป็นทางการอีกด้วย เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวรับกับการมาเยือนของเด็ก ๆ และเป็นการเตือนให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะได้ระมัดระวังการใช้รถใช้ถนนในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นพิเศษอีกด้วย
7:46 AM | Labels: Halloween 2008, เทศกาล | 0 Comments
ฮาโลวีน 2008 Halloween 2008
วันนี้เปิด Google เจอกับโลโก้ของ Google ไทย เห็นเป็นโลโก้วันฮาโลวีน2008 Google ตั้งชื่อรูปว่า halloween08 คลิกไปที่รูปก็จะเป็นเว็บที่เกี่ยวกับวันฮาโลวีนเว็บแรกที่เจอคือเว็บเกมเว็บหนึ่ง คือเว็บในเครือ MSN เกมโซน(รึป่าว) เป็นเกมส์โยวกังฮาโลวีน 2008 เกมส์นี้ก็จะมี2กิจกรรมคือ
กิจกรรมที่1:ลงทะเบียนจอมกวนชวนไปหลอน !!
กิจกรรมที่2:ออกล่าฟักทองเอามาฉลองคืนฮาโลวีนกับภารกิจHello Halloween !!
รายละเีอียดเพิ่มเติมที่ โยวกัง ฮาโลวีน 2008
"อ่านประวัติวัน ฮาโลวีน กันซักหน่อย"
วันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปี จะเป็นเทศกาล Halloween Day
"Halloween" หมายถึง จิตวิญญาณชั่วร้ายที่ได้หลุดพ้นจากการกักขัง
ชาวเซ็ลท์ (Celt) ซึ่งเป็นชนพื้นเมือง เผ่าหนึ่งในไอร์แลนด์เชื่อกันว่า เป็นวันที่มิติของคนตาย และคนเป็น จะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในปีที่ผ่านมาทั้งหมด จะกลับมาเพื่อหาร่างของคนเป็นๆ เพื่อสิงสู่ มันเป็นวันแห่งความหวังเพื่อที่จะได้มีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากการตายไปแล้ว
และเชื่อกันว่ากฎและเวลาทั่วจักรวาลจะมีการหยุดชั่วคราวในช่วงเวลานี้ เพื่อทำให้โลก ของจิตวิญญาณ ได้รวมตัวกัน เพื่อเข้าไปครอบงำคนที่มีชีวิตอยู่
ดังนั้น ในคืนวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี ในหมู่บ้านจะไม่มีแสงไฟเลย เพราะบ้านแต่ละหลังจะทำการปิดไฟในบ้านทั้งหมดให้มืดสนิท เพื่อให้วิญญาณเหล่านั้นหนาวเย็นจนเข้าสิงร่างใครไม่ได้ พวกชาวบ้านจะมีการแต่งตัวให้แปลกประหลาด หรือแต่งหน้า แต่งตัวเป็นผี และเดินขบวนพาเหรดส่งเสียงดังรอบ ๆ บ้านของเพื่อนบ้านเพื่อที่เหล่าวิญญาณจะได้เกิดความกลัวและหนีไปเพราะความตกใจ
นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าอีกว่า พวกเซ็ลท์จะทำการเผาหรือย่างคนที่พวกเขาเข้าใจว่าโดนวิญญาณร้ายสิงสู่แล้ว เพื่อจะให้เป็นบทเรียนสำหรับพวกจิตวิญณาญที่ต้องการจะสิงสู่พวกเขาต่อมาในช่วงแรกของคริสต์ศักราช ชาวโรมันได้รับประเพณีฮาโลวีนมาจากชาวเซ็ลท์และได้ล้มเลิกการกระทำเหล่านั้น แต่เปลี่ยนมาใช้วิธีการเผาหุ่นกระบอกแทน
กาลเวลาผ่านไป ความเชื่อเรื่องผีจะสิงสู่ร่างมนุษย์เริ่มเสื่อมถอยลงตามลำดับ การปฏิบัติเช่นนี้ได้เปลี่ยนไปและกลายเป็นว่าในเทศกาลวันฮาโลวีนนั้น จะมีการแต่งกายหรือปลอมตัวเป็นผี เพียงเพื่อการพบปะ สังสรรค์ หรือเฮฮากันมากกว่า
ถึงแม้ความเชื่อในเรื่องของเทศกาลฮาโลวีนจะหมดไป แต่สิ่งที่หลงเหลืออยู่และยังคงเป็นสัญลักษณ์ของวันฮาโลวีนก็ยังคงมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายเลียนแบบผี และประเพณีการละเล่นต่าง ๆ ที่ยังคงหลงเหลือให้สืบทอดกันต่อ ๆ มา ก็ยังไม่ได้จางหายไปจากความทรงจำของทุก ๆ คนเสมอไป
กิจกรรมที่2:ออกล่าฟักทองเอามาฉลองคืนฮาโลวีนกับภารกิจHello Halloween !!
รายละเีอียดเพิ่มเติมที่ โยวกัง ฮาโลวีน 2008
"อ่านประวัติวัน ฮาโลวีน กันซักหน่อย"
วันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปี จะเป็นเทศกาล Halloween Day
"Halloween" หมายถึง จิตวิญญาณชั่วร้ายที่ได้หลุดพ้นจากการกักขัง
ชาวเซ็ลท์ (Celt) ซึ่งเป็นชนพื้นเมือง เผ่าหนึ่งในไอร์แลนด์เชื่อกันว่า เป็นวันที่มิติของคนตาย และคนเป็น จะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในปีที่ผ่านมาทั้งหมด จะกลับมาเพื่อหาร่างของคนเป็นๆ เพื่อสิงสู่ มันเป็นวันแห่งความหวังเพื่อที่จะได้มีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากการตายไปแล้ว
และเชื่อกันว่ากฎและเวลาทั่วจักรวาลจะมีการหยุดชั่วคราวในช่วงเวลานี้ เพื่อทำให้โลก ของจิตวิญญาณ ได้รวมตัวกัน เพื่อเข้าไปครอบงำคนที่มีชีวิตอยู่
ดังนั้น ในคืนวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี ในหมู่บ้านจะไม่มีแสงไฟเลย เพราะบ้านแต่ละหลังจะทำการปิดไฟในบ้านทั้งหมดให้มืดสนิท เพื่อให้วิญญาณเหล่านั้นหนาวเย็นจนเข้าสิงร่างใครไม่ได้ พวกชาวบ้านจะมีการแต่งตัวให้แปลกประหลาด หรือแต่งหน้า แต่งตัวเป็นผี และเดินขบวนพาเหรดส่งเสียงดังรอบ ๆ บ้านของเพื่อนบ้านเพื่อที่เหล่าวิญญาณจะได้เกิดความกลัวและหนีไปเพราะความตกใจ
นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าอีกว่า พวกเซ็ลท์จะทำการเผาหรือย่างคนที่พวกเขาเข้าใจว่าโดนวิญญาณร้ายสิงสู่แล้ว เพื่อจะให้เป็นบทเรียนสำหรับพวกจิตวิญณาญที่ต้องการจะสิงสู่พวกเขาต่อมาในช่วงแรกของคริสต์ศักราช ชาวโรมันได้รับประเพณีฮาโลวีนมาจากชาวเซ็ลท์และได้ล้มเลิกการกระทำเหล่านั้น แต่เปลี่ยนมาใช้วิธีการเผาหุ่นกระบอกแทน
กาลเวลาผ่านไป ความเชื่อเรื่องผีจะสิงสู่ร่างมนุษย์เริ่มเสื่อมถอยลงตามลำดับ การปฏิบัติเช่นนี้ได้เปลี่ยนไปและกลายเป็นว่าในเทศกาลวันฮาโลวีนนั้น จะมีการแต่งกายหรือปลอมตัวเป็นผี เพียงเพื่อการพบปะ สังสรรค์ หรือเฮฮากันมากกว่า
ถึงแม้ความเชื่อในเรื่องของเทศกาลฮาโลวีนจะหมดไป แต่สิ่งที่หลงเหลืออยู่และยังคงเป็นสัญลักษณ์ของวันฮาโลวีนก็ยังคงมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายเลียนแบบผี และประเพณีการละเล่นต่าง ๆ ที่ยังคงหลงเหลือให้สืบทอดกันต่อ ๆ มา ก็ยังไม่ได้จางหายไปจากความทรงจำของทุก ๆ คนเสมอไป
6:32 AM | Labels: Halloween 2008, เทศกาล | 0 Comments
เปิดหัวตอน เที่ยงคืน 19 นาที
เข้าเน็ต อ่านเรื่องอะไร เจอเรื่องอะไรมา จะเอามาเีีขียนไว้ที่นี่แหละ
12:18 AM | Labels: แนะนำ | 0 Comments
Subscribe to:
Posts (Atom)